— ต่อเลยดีกว่า ตอนนี้รูปเยอะเลย ตอนแรกกะว่าจะแบ่งไว้อีกตอน แต่ไหนๆแล้ว ก็เลยเอาจบเลยดีกว่า —–
เส้นทางปีนเขาไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ไม่ใช่แค่ทางชัน แต่เกี่ยวกับเรื่องพื้นด้วย
มีช่วงที่พื้นเป็นหินเล็กๆ เวลาเหยียบไป เท้าก็จะจมๆ ซึ่งก็กินพลังงานไปมากทีเดียว
แล้วก็ทางไม่ได้ขึ้นตรงๆ แต่จะเป็นแบบซิกแซก เพื่อไม่ให้เส้นทางชันเกินไป
ระยะทางที่ต้องปีนคือ 2300 เมตรในแนวตั้ง ซึ่งถ้าเป็นระยะทางจริงๆ ก็หลายกิโลมากๆ
แล้วก็จะหยุดพักตามจุดหักศอกกลับต่างๆ
ตอนเที่ยงคืน ก็ยังไม่ถึงชั้นเจ็ดดี แต่ก็เริ่มพักนานขึ้นกว่าเดิม
อากาศก็หนาวกว่าเดิม อยู่ที่ประมาณ 10-12 องศาได้
ก็ต้องหาอะไรมาใส่เพิ่มหน่อย ก็ดีขึ้น
หลังจากนั้นก็ปีนกันต่อ จนไปถึงชั้นแปดตอนประมาณ ตี 3 กว่าๆ ได้
ซึ่งที่คิดไว้ พระอาทิตย์น่าจะขึ้นตอนประมาณตี 4 กว่าๆ ได้
พอถามร้านค้า ก็ได้ว่าประมาณนั้นจริงๆ
(ลืมเรื่องโรงแรมระหว่างทาง
ในช่วงชั้น 7 ไปถึงชั้น 9 จะมีโรงแรมที่พัก เป็นลํกษณะบ้านหลังเล็็กๆทำด้วยไม้
เวลาคนเข้าพักก็คือไปนอนเรียงๆ กัน บางที่ก็ดีหน่อย เป็นช่องๆ แยกกับคนอื่น)
(ลืืมอีกเรื่อง ในแต่ละชั้น จะมีประทับตา ว่าเราได้มาถึงชั้นนั้นๆแล้ว ซึ่งการประทับตานี้
ก็จะใช้ตราซึ่งเผาไฟ แล้วมาประทับที่ไม้ค้ำเรา ครั้งนึงก็ 200 เยนได้
แต่เราไม่ได้ทำ กะว่าจะไปทำที่ยอดเขาทีเดียวเลย… ออกแนวงก
แต่ว่าไม้ค้ำก็ 1000 เยนแล้วอะ)
พอถึงจุดพักจุดแรก ก็ได้เห็นคนต่างชาติ แบกลูกบ้าง จูงลูกมาบ้าง
พอรู้เวลาที่พระอาทิตย์น่าจะขึ้น ก็ตกลงกันว่า จะรอดูพระอาทิตย์ขึ้นตรงนี้เลยละกัน
ซึ่งเส้นทางนี้ ก็เป็นส้นทางที่จะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นแน่ๆ ไม่ว่า จะอยู่ชั้นไหน
พอแสงเริ่มมา ทำให้เริ่มเห็นทิวทัศน์รอบๆ ตัว
ก็เห็นว่า ตอนนี้เราอยู่เหนือเมฆชั้นล่างมาสูงเหมือนกันมองไป เห็นยอดเขาอื่นๆ
ทะลุพ้นเมฆขึ้นมา สวยมากๆ ก็เลยถ่ายรูปไปเรื่อยๆ
ตอนที่เริ่มเห็นดวงอาทิตย์ จะเห็นแสงที่สะท้อนกับเมฆ ทำให้สับสนว่า
ตกลงอันไหนคือพระอาทิตย์ดวงจริงกันแน่
จนเริ่มเห็นดวงอาทิตย์จริงๆ … สวยมาก แสงเป็นลำๆ สาดส่องไปทั่ว
ช่วงนี้ก็ถ่ายรูปเยอะมากๆ รูปจะเหมือนซ้ำๆ กันเยอะเลย
แต่เสียดายว่า ความสามารถของกล้องที่ใช้มีข้อจำกัด
แต่ก็พยายามถ่ายให้ดีที่สุดเท่าที่ ทั้งความสามารถของกล้องและของคน จะทำได้
พอพระอาทิตย์พ้นขอบฟ้าแล้ว วิวก็เริ่มเปลี่นยไปอีก เริ่มจะเห็นคนที่กำลังปีนขึ้นมา
(ตอนที่พระอาทิตย์ขึ้น รู้สึกว่า ทุกคนจะหยุดปีนกันหมดเลย)
มองลงไป เห็น ทะเลสาบที่ตอนเย็นวาน ผ่านมา ทั้งสองอันด้วย
ช่วงรอพระอาทิตย์ขึ้น เริ่มมีแสงที่ปลายขอบฟ้า
เริ่มเห็นแสงรำไรๆ เห็นรายละเอียดมากขึ้น ถึงรู้ว่า ตอนนี้อยู่เหนือเมฆขึ้นมาเยอะเลย
สว่างๆ ขึ้น
ตอนนี้ทุกคนก็หยุดปีนกันหมด รอดูพระอาทิตย์ขึ้นทั้งนั้น
ทะเลเมฆปกคลุม จนมองไม่เห็นพื้นข้างล่าง
เห็นแสงสะท้อนของพระอาทิตย์เป็นดวงๆ
ยิ่งสะท้อนกับเมฆเยอะๆ ยิ่งสวย
เห็นจุดแดง นึกว่าอันนั้นคือดวงอาทิตย์ แต่.. ไม่ใช่ ที่อยู่ข้างหลังตะหาก ที่ปลายขอบฟ้าเลย
ขึ้นมาแล้ว (ทุกคนปรบมือต้อนรับกันพร้อมเพรียง)
ค่อยๆ พ้นขอบฟ้าขึ้นมาเรื่อยๆ
ท้องฟ้าสว่าง เริ่มมองเห็นยอดเขา
แต่มองลงไปข้างล่างก็ยังมองไม่เห็นพื้น
พระอาทิตย์ขึ้นมาสูงกว่าเดิมมาก อากาศเริ่มจะอุ่นๆ
หลังจากนั้นก็เริ่มปีนต่อ ช่วงนี้เริ่มลำบากขึ้นมาก เพราะทางชันขึ้น
แล้วแดดก็เริ่มออก ตอนนี้เริ่มมองเห็นยอดเขาแล้ว ดูว่าไม่น่าไกลเท่าไหร่
แต่จริงๆแล้ว ไม่ใกล้เลย ด้วยที่ว่ามันชันขึ้น ยิ่งกินพลังมากกว่าปกติ
กว่าจะไปถึงชั้น 9 กันก็ประมาณ 7 โมงกว่าๆ ก็พักกินราเมงกันก่อน
(แต่ตอนที่รอดูพระอาทิตย์ขึ้น็กิน ราเมงคัพไปถ้วยแล้ว)
พอประมาณ 8 โมงครึ่งก็เริ่มปีนต่อ หลังจากชั้น 9 ไป จะเป็นช่วงสุดท้ายแล้ว
ซึ่งจะไม่มีบ้านพักอีกแล้ว เส้นทางก็ชันกว่าเดิม ต้องใช้มือช่วยปีนป่ายมากขึ้น
เหนื่อยมากๆ แดดก็ร้อน บั่นทอนทั้งพลังงานและพลังใจอย่างเหลือเชื่อ
ทั้งน้ำที่ติดตัวมาก็หมด ต้องแบ่งคนอื่นกินเรื่อยๆ
ขาก็แทบจะไม่ไหวแล้ว เพราะใช้เวลาปีนนาน แล้วก็ไม่ได้นอนพักด้วย
ทำให้หนักหนามากกว่า ที่ปีนตอนกลางคื่นมากๆ
คิดว่า ถ้าได้นอนพักแล้วค่อยปีนต่อ น่าจะไม่เหนื่อยขนาดนั้น
ตอนปีนสู่ช่วงสุดท้าย ก็คอยมองทางฝั่งขาลงที่ดูจะง่ายกว่าเยอะเลย (แต่ก็ไม่จริงหรอก)
วันนั้น จะเห็นกลุ่มลูกเสือญี่ปุ่นที่มาปีนเหมือนกัน
จะมีเด็กอ้วนๆสองคนรั้งท้ายอยู่ แล้วก็มีครูผู้ดูแล อยู่ใกล้ๆ
ครูก็พยายามคอยบอกให้พยายามๆ สู้ๆ หลายครั้ง เห็นเหมือนว่า เด็กจะหยุดตั้งหลายครั้ง
แต่ครูก็ไม่ให้หยุด เพราะถ้าหยุด จะยิ่งลำบาก ควรจะไปรวดเดียว
(เราก็เพิ่งนึกได้ ถ้าพักบ่อยๆ ร่างกายก็จะยิ่งอยากพัก ต้องอดทนไปรวดเดียวเลย)
พักนึ เด็กสองคนนั้นก็เหมือนพละกำลังใจมาเยอะ ก็เลยเร่งไปต่อ
เราก็เลยไปต่อมั้ง (หลังจากพักมาซะนาน)
ตอนปีนช่วงนี้ ได้เห็นหิมะที่เกาะตัวเป็นน้ำแข็งอยู่ ทั้งๆที่แดดก็ร้อนอยู่
เห็นเป็นแผงค่อนข้างใหญ่ทีเดียว
สาเหตุนึงที่เค้าเปิดให้ปีนถึงยอดได้เฉพาะช่วงนี้ก็เพราะ ไม่มีหิมะเนี้ยะแหละ
ถ้ามีหิมะการปีนจะยากที่สุด (ต้องนึกถึงหนัง vertical limit)
แต่เค้าก็ให้ปีนได้ แต่จะต้องมีการขออนุญาตเป็นรายๆไป
แล้วก็คิดว่า คงต้องมี license เกียวกับการปีนภูเขาหิมะด้วยหละมั้ง
และในที่สุดก็ถึงยอดขาได้ ตอน ก่อน 11 โมงนิดหน่อย (เริ่มปีน 2 ทุ่ม –’)
ที่ยอดเขา เป็นลักษณะของปล่องภูเขาไฟซึ่งเฉพาะพื้นที่รอบปล่องก็ใหญ่จนไม่รู้จะใหญ่ยังไง
สนามบอลไม่รู้จะกี่สนามดี แต่ละเส้นทางปีน ก็จะมาถึงคนละฝั่งกัน แล้วทางลงก็จะแยกกันเหมือนเดิม
บนยอด ก็ได้ประทับตาว่าถึงยอดที่ไม้ค้ำ แต่อันนี้ 350 เยน แล้วก็ไม่ได้ใช้ เผาไฟมาปั้ม
แต่ใช้หมึกสีแดง แม่พิมพ์เป็นเหล็ก แล้วก็ตอกลงไปที่เนื้อไม้ สองอัน
คนที่กำลังอยู่ช่วงขาลง ก็ยังอยู่เหนือเมฆขึ้นมาอีกเยอะเลย
ยิ่งดูๆ ไป ยิ่งสูงยิ่งแห้งแล้งกว่าข้างล่างเยอะเลย
กลางช่วงสุดท้ายมองไป ก็เห็นทุ่งหิมะที่เป็นน้ำแข็ง สะท้อนแสงแดดอยู่
จุดสูงสุดอีกไม่ไกลแล้ว แต่นี่คือลักษณะขาขึ้นที่ต้องปีนป่าย
ถึงยอดแล้ว ตอนนี้เมฆเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง และอยู่สูงขึ้น
มองลงไปทางที่ผา่นมา สังเกตุดีๆ ว่าที่เห็นเป็นจุดขาว เล็กๆ นั่นคือคนที่กำลังปีนขึ้นมา
ก็ยังตั้งหน้าตั้งตาปีนกันมาอีกเรื่อยๆ
บนยอดจะมีแคร่ไม้ ให้คนนอนพักได้ ทั้งๆที่ตอนนั้นร้อน จนไม่รู้จะร้อนยังไง
เพราะสูงแล้วแดดก็จะแรงกว่าปกติ แต่ก็มีคนนอนตากแดดเกลื่อนมากๆ
ต้องใช้คำว่า “เกลื่อน” จริงๆ เราไปลองนอนบ้าง แต่ไม่ไหว ร้อนมาก
เอาผ้าปิดหน้าก็แล้ว ลมหายใจก็ร้อน เลยไม่นอนดีกว่า เดินหาไปรษณีย์
จะส่ง postcard ไปไทย เพราะเคยรู้มาว่ามีแน่ๆ
แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ถามคนขายของก็ได้ความว่า ตอนนี้ไม่มีแล้ว
(น่าจะเพราะเป็นอาทิตย์สุดท้ายด้วยแหละ) อดเลย
ที่ยอดเขาจะมีจุดนึง ที่มีโทริอิ (ที่เหมือนเสาชิิงช้าอะแหละ แล้วก็มีศาลเล็กๆอยู่
คนที่ขึ้นมาถึงก็จะเอา กระพรวนที่ผูกไ้ม้ค้ำอยู่ไปแขวนไว้บ้างวางไว้บ้าง
จากนั้นก็ถ่ายรูปซักพัก พอหายเหนื่อยก็เตรียมตัวปีนลงต่อ
บนชั้นบนสุด ก็เป็นเหมือนเมืองเล็กๆ (ถึงเล็กที่สุด)
ปล่องภูเขาไฟ (รูปนี้ออกจะหลอกตาซะหน่อย เพราะจริงๆ แล้วกว้าง ใหญ่ มากๆๆๆๆๆ
ที่จุดสูงสุดมีคนเอาลูกกระพรวนมาแขวนไว้
ที่จุดสูงสุด จะอยู่กว่า ชั้นสูงสุดขึ้นมาอีกหน่อย แต่ก็ไกลพอดู
ความภูมิใจเล็กๆ ของคนที่มาถึง (แอบถ่าย เค้า สนุกกว่า)
ทางลงจะดีกว่าทางขึ้นมากๆ แต่ก็ไม่ได้ขนาดสบาย
ทางลงก็ยังเป็็นทางซิกแซกอยู่ แต่เป็นช่วงยาวๆ หลายร้อยเมตร
แต่ขายังล้าอยู่ แล้วก็ต้องคอยเบรก ทำให้ขาอาจจะอ่อนได้
วิธีการลงของแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนก็จะเดินซิกแซกๆ ตลอดทาง
ลางคนก็เดินถอยหลังลง บางคนก็ สไลด์ลงไป ขาลงนี่เส้นทางส่วนใหญ่จะเป็นหินเล็กๆ
ช่วงขาลงนี้ รองเท้าสึกเร็วกว่าขาขึ้นมากๆ แล้วรู้สึกว่า เท้าจะพองด้วย
ตอนขาลงนี่ตอนเดินทะลุเมฆ เย็นมากๆ เหมือนจะมีฝนตกข้างล่าง
แล้วก็มีหมอกพัดสวนขึ้นมาด้วย มีลมเรื่อยๆ อากาศเย็นทีเดียว
ตอนลงถึงซักชั้น 6 ก็เห็นการขนย้ายคนป่วยด้วย มีคนช่วยกันหลายๆคนเลย
(ไม่มีช่องให้เข้าไปช่วยบ้างเลย ฮะๆ)
จะมีรถของเจ้าหน้าที่ดูแลสามารถขึ้นมาได้ถึงชั้น 6
แล้วตอนช่วงใกล้ๆ ชั้น 5 ก็จะมีรถพยาบาลมารอรับอยู่
ช่วงระหว่างขาลง ต้องเผชิญกับหมอกเย็นตลอดทาง
สถานีทะเลสาบคาวะกุจิ (ทะเลสาบไม่ได้ไปเพราะเหนื่อยมาก) มีคนยืนรอรถบัสอยู่เนืองๆ
เป็นทั้งสถานีรถไฟ และสถานีรถบัสเลย
กว่าจะถึงชั้น 5 ก็สี่โมงกว่าๆ พักได้ไม่ถึงสิบนาทีรถมาก็ต้องรีบไปต่อ
กะว่าจะนั่งหลับในรถบัส แต่ก็หลับไม่ได้ เพราะตรงที่พิงก็มีฝรั่งข้างหลังก้มหัวพิงไว้
ลงมาถึงสถานีคาวะกุจิ ก็ห้าโมงสิบนาทีได้ จากนั้นกว่าว่าจะขึ้นรถบัสตอน 6 โมงเพื่อไปต่อรถไฟ
แต่ก็พลาด เพราะทำธุระอย่างอื่น เลยต้องรอทุ่มนึง
ระหว่างทางก็ผ่านเมืองที่จัดงานเทศกาลไฟ อยู่ด้วย มีการทำกองไฟใหญ่ๆ ไว้หน้าบ้าน ข้างถนนเลย
(รถผ่านทีร้อนวูบเลย)
ระหว่างนั่งรถบัสกลับ ก็ผ่านเมืองนึง มีงานเทศกาลจัดอยู่ ได้ยินพนักงานขับรถประกาศว่าเป็น hi matsuri (อ่านว่า ฮิ มัทซึริ) ก็คืองานเทศการไฟนั่นเอง
กว่าจะถึงเมืองที่อยู่ ก็จะเที่ยงคืนแล้ว รถไฟก็หมด เลยต้องนั่งรถแท๊กซี่ไปสถานีแถวที่พัก
แล้วขี่จักรยานที่จอดไว้กลับ ถึงห้องก็หลับยาว
ตื่นเช้า ทำงานต่อ……..
ont>


โห สวยมากๆๆเลยค่ะ อยากลองไปบ้างจัง แต่พอคิดว่าต้องเหนื่อยปีนขึ้นไป…. เหอๆ ขอจุมปุ๊กอยู่ที่ห้องดีกว่า รูปสวยมากค่ะ ชอบรูปพระอาทิตย์จะขึ้นกันรูปเมฆมากๆเลยค่ะ>